ไทยมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหว เผยทุกเขื่อนในไทยตั้งอยู่บนรอยเลื่อน ขณะที่อาคารในกทม.เสี่ยงสุด เหตุตั้งอยู่บนพื้นดินอ่อน โอกาสรับแรงสั่นสะเทือนสูง วอนรัฐอย่าทำแค่ระบบเตือนภัย ต้องระบุวิธีการรับมือเมื่อเกิดเหตุ "โยธาฯ"เร่งผลักดัน กม.ให้อาคารเก่า ปรับปรุงเสริมความแข็งแรงต้านแรงแผ่นดินไหว
เหตุแผ่นดินไหวในพม่า ซึ่งสำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐวัดได้ 6.8 ริกเตอร์ มีศูนย์กลางอยู่ทางเหนือของเมืองท่าขี้เหล็ก ติดกับชายแดนไทยความลึก 10 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ไกลถึงกรุงเทพฯ และกรุงฮานอยของเวียดนาม มีผู้เสียชีวิตนับร้อย บ้านเรือนเสียหายจำนวนมาก และมีคนไทยใน จ.เชียงราย เสียชีวิต 1 ราย เนื่องจากกำแพงบ้านพังลงมาทับ นับเป็นข่าวช็อคสำหรับคนไทยเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะไม่สร้างความเสียหายมาก แต่ทุกคนยังช็อคกับเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ ตามด้วยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลุกไหม้เป็นเหตุให้มีกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลที่ญี่ปุ่น ซึ่งสร้างความหวาดหวั่นแก่คนทั้งโลก
แม้ว่านักวิชาการจะระบุว่า แผ่นดินไหวที่ไทยเกิดขึ้นได้ยากหรือเกิดก็ไม่รุนแรงจนสร้างความเสียหาย แต่ก็ไม่มีใครยืนยันได้ว่าจะไม่เกิดขึ้น เพราะแผ่นดินไหวเริ่มขยับเข้ามาใกล้ไทยทุกขณะ และหันกลับมาสำรวจอาคารบ้านเรือนในไทยว่าสามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้มากน้อย เพียงใด
หลายคนเริ่มกลับมาตั้งคำถามว่า แล้วอาคาร บ้านเรือนในไทยจะทนแรงสั่นสะเทือนได้มากน้อยเพียงใด เพราะแม้ว่าริกเตอร์จะอยู่ที่ระดับต่ำแต่หากเกิดขึ้นใกล้ผิวดินก็จะสร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก ซึ่งไทยพึ่งมีกฎหมายให้อาคารสูงตั้งแต่ 15 เมตรขึ้นไป และอาคารสาธารณะให้สามารถต้านแผ่นดินไหวได้ เมื่อปี 50 ที่ผ่านมา ส่วนที่ภาคเหนือ เชียงใหม่เชียงรายกฎหมายกำหนดตั้งแต่ปี 40 เพราะมีรอยเลื่อนกว่า 7 แห่งในแถบภาคเหนือของไทย แต่อาคารส่วนใหญ่มักเลี่ยงกฎหมายจึงมีความเสี่ยงเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าตึกสูงส่วนใหญ่ได้ออกแบบเพื่อรองรับแผ่นดินไหวได้ ระดับหนึ่งอยู่แล้ว
อาคารตั้งแต่ปี 50 สุ่มเสี่ยงถล่ม!!
“ที่น่าเป็นห่วง คือ อาคารส่วนใหญ่สร้างก่อนปี 50 ที่มีกฎหมายกำหนด จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะไม่สามารถต้านแรงแผ่นดินไหวได้ รวมไปถึงอาคารขนาดเล็ก อพาร์ตเมนต์ หอพัก อาคารพาณิชย์ บ้านเรือน และว่ากว่า 95% ของอาคารในกรุงเทพ ไม่สามารถทนแรงแผ่นดินไหวได้ โดยเฉพาะอาคารที่ชั้นล่างเปิดโล่ง มีโอกาสพังมากที่สุดเพราะฐานด้านล่างไม่แข็งแรงพอ” นายชาติชายกล่าว
นายชาติชายกล่าวต่อว่า รัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐควรออกมาบอกประชาชนเพื่อเตรียมรับมือ กับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น และไม่เชื่อว่าจะเป็นการสร้างความตื่นตระหนก เพราะประชาชนมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการรับรู้ความจริงและเตรียมตัวรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น รัฐควรมีแนวทางหรือวิธีปฏิบัติเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น
“เราไม่ควรสร้างแค่ระบบเตือนภัย เพราะจะมีคำถามตามมาว่า เตือนแล้วทำอะไร จะหนีไปทางไหน ศูนย์หลบภัยชั่วคราวอยู่ตรงไหน ถ้าอาคารบ้านเรือน โรงพยาบาลพังหมด มีคนตายเป็นแสน ใครจะหน่วยงานแรกที่จะเข้าไปช่วยเหลือ อาคารที่จะใช้เป็นศูนย์อพยพชั่วคราว สิ่งสำคัญเหล่านี้เชื่อว่ารัฐบาลยังไม่มีคำตอบ เราควรสร้างอาคารที่จะไม่ได้รับผลกระทบจากพิบัติภัยไว้หลายๆ จุดเพื่อให้เป็นศูนย์อพยพชั่วคราวและเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือประชาชน เมื่อเกิดพิบัติภัยขึ้น เพราะแม้แต่อาคารศูนย์เตือนภัยเองยังไม่รู้เลยว่าจะทนแรงสั่นสะเทือนได้หรือ ไม่ เรื่องเหล่านี้ควรกำหนดไว้ให้ชัด ไม่ใช่ให้เกิดเหตุแล้วค่อยคิดสั่งการเฉพาะหน้า ถ้าผู้นำเกิดเสียชีวิตไปด้วยจะทำอย่างไร” นายชาติชายกล่าว
ขณะนี้ กรมโยธาธิการและผังเมือง อยู่ระหว่างยกร่างกฎกระทรวงมหาดไทย ส่งเสริมให้อาคารเก่าทุกประเภท ที่ปลูกสร้างมานานทั่วประเทศ สามารถยื่นขออนุญาตแก้ไขดัดแปลงเสริมความมั่นคงแข็งแรงในอาคาร เพื่อป้องกันแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว ทั้งนี้เพื่อต้องการให้เจ้าของอาคารที่ต้องการความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สิน สามารถจ้างวิศวกรหรือเจ้าพนักงานออกแบบให้โดยเฉลี่ยจะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ประมาณ 10% แต่จะไม่บังคับเหมือนกฎหมายฉบับอื่นแต่อย่างใด
ร่างกฎกระทรวงใหม่เสริมแรงแผ่นดินไหวสำหรับอาคารเก่า ขณะนี้ อยู่ระหว่างเสนอกระทรวงมหาดไทยและเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ดี ยังมีประเด็นปลีกย่อยที่จะต้องหารือ เช่น ระยะถ่อยร่น เมื่อปรับปรุงและก่อสร้างอาคาร อาจจะมีการยกเว้น เป็นต้น
|
|